การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
แนวทางการบริหารความเสี่ยง
บริษัท เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์ จำกัด มหาชน และบริษัทในเครือฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงในทุกระดับขององค์กร เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยกำหนดแนวทางและกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร พร้อมทบทวนโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำหนดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจน รวมถึงส่งเสริมการสื่อสาร การสร้างความตระหนักรู้ และการฝึกอบรมด้านการบริหารความเสี่ยงแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานและการตัดสินใจขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ
โครงสร้างการกำกับดูแลความเสี่ยง
บริษัทได้มีการกำกับดูแลและจัดการความเสี่ยง โดย คณะกรรมการบรรษัทภิบาล การบริหารความเสี่ยง
และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (CGRS Committee) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดกรอบการบริหารความเสี่ยง นโยบาย และมาตรการ ควบคู่กับการให้คำแนะนำและการตรวจสอบความมีประสิทธิผลของการควบคุม เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามนโยบายและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ โดยมี คณะทำงานบรรษัทภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (CGRS Management Team) ทำหน้าที่ในการระบุ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยง ดำเนินงานตามมาตรการควบคุม ติดตามตัวชี้วัดความเสี่ยงหลัก และรายงานความคืบหน้าในการจัดการความเสี่ยงต่อคณะกรรมการฯ ตามวาระที่กำหนด โดยมี หน่วยงานตรวจสอบภายใน ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ ทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ความเชื่อมั่นอย่างเป็นกลางเกี่ยวกับประสิทธิผลของระบบกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยงขององค์กร
การวิเคราะห์ความเสี่ยงและแนวทางการจัดการความเสี่ยง
บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงขององค์กร โดยยึดหลักการบริหารความเสี่ยงตามกรอบ COSO Enterprise Risk Management (COSO ERM) ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงให้สามารถระบุ ประเมิน ตอบสนอง และติดตามความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ พร้อมบูรณาการการบริหารความเสี่ยงเข้ากับกระบวนการดำเนินงาน การวางแผนกลยุทธ์ และการตัดสินใจขององค์กร เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย ได้จำแนกความเสี่ยงขององค์กรออกเป็น 7 ประเภทหลัก ได้แก่
• ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)
• ความเสี่ยงด้านการเงินและการบัญชี (Financial and Accounting Risk)
• ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน (Operational Risk)
• ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Risk)
• ความเสี่ยงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social & Environmental Risk)
• ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk)
• ความเสี่ยงด้านภาวะฉุกเฉินและวิกฤต (Emergency and Crisis Risk)
โดย บริษัทฯ ได้ประเมินความเสี่ยง และนำประเด็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ มาบูรณาการเข้าสู่ระบบบริหารความเสี่ยงขององค์กร เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรการบริหารจัดการ การติดตาม และการทบทวนความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้บริษัทฯ สามารถเตรียมความพร้อมและตอบสนองต่อปัจจัยความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม
จากกระบวนการประเมิน บริษัทฯ ได้ระบุประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญ 3 ประเด็น พร้อมแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าว ได้แก่
การประเมินความเสี่ยงเกิดใหม่ (Emerging Risk)
เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์และสถานการณ์ด้าน ESG ที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ ได้ดำเนินการระบุความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk Identification) พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อองค์กร ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ
บริษัทฯ ติดตามแนวโน้มและประเด็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย รวมถึงรายงาน Annual Global Risks Report ของ World Economic Forum (WEF) เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต ตลอดจนจัดทำการวางแผนสถานการณ์ (Scenario Planning) ภายใต้สมมติฐานที่แตกต่างกัน เพื่อเสริมสร้างความพร้อมและความสามารถขององค์กรในการตอบสนองต่อความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
จากกระบวนการดังกล่าว บริษัทฯ ได้ระบุและประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ขององค์กร โดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง (Extreme Climate Events)
ผลกระทบ :
อาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ ต้นทุนด้านโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน โครงสร้างพื้นฐาน และกระบวนการผลิตของบริษัทฯ
แนวทางบริหารจัดการ :
บริษัทฯ กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง พัฒนาและทบทวนแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจและการบริหารภาวะวิกฤต (BCP/BCM) ให้ครอบคลุมสถานการณ์ภัยพิบัติ ติดตามข้อมูลและแนวโน้มสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและกระบวนการดำเนินงานให้มีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความเสี่ยงทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสม
2. ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Adverse Outcomes of AI Technologies)
ผลกระทบ :
การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการดำเนินธุรกิจอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล การตัดสินใจที่คลาดเคลื่อนจากข้อมูลหรือผลลัพธ์ที่ไม่เหมาะสม รวมถึงความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และชื่อเสียงขององค์กร
แนวทางบริหารจัดการ :
บริษัทฯ กำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) และหลักการใช้ข้อมูลอย่างมีจริยธรรม (Data Ethics) เพื่อให้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเป็นไปอย่างเหมาะสม โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ ผ่านการเสริมสร้างมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงและการคุ้มครองข้อมูล ตลอดจนพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากรในการใช้เทคโนโลยี AI อย่างมีประสิทธิภาพและตระหนักถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับการรับรอง ระบบมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (ISO/IEC 27001)
3. เหตุการณ์ทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic Events)
ผลกระทบ :
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกอาจส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานเกิดความผันผวน รวมถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน มาตรการทางการค้า และภาษีศุลกากร ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน ความสามารถในการแข่งขัน การส่งออก และการขยายตลาดในต่างประเทศของบริษัทฯ
แนวทางบริหารจัดการ :
บริษัทฯ กระจายตลาด แหล่งจัดหา และคู่ค้าทางธุรกิจ เพื่อลดการพึ่งพาประเทศหรือคู่ค้ารายใดรายหนึ่ง พร้อมบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนอย่างเหมาะสม ตลอดจนติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบและปรับแผนการดำเนินธุรกิจได้อย่างทันท่วงที